ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่


ในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่นี้ มีข้อพิสูจน์อยู่ 7 อย่าง ว่าตายแล้วเกิดจริง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่จริงในปัจจุบัน โดยไม่ต้องอ้างคัมภีร์หรือตำรา หรือโดยไม่ต้องอ้างว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ตรัสไว้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็สามารถยอมรับเหตุผลตามความเป็นจริงได้ เพราะการเวียนว่ายตายเกิด และภพภูมิต่าง ๆ ที่ยืนยันไว้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น เป็นกฎของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม กฎธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ก็มีอยู่แล้วอย่างนี้ หรือพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้หรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน แต่ว่าพระพุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นแล้วก็ได้ตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง

ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด เท่าที่ค้นพบและมีหลักฐานยืนยันให้เชื่อถือได้ในปัจจุบัน มีอยู่ 7 อย่าง คือ

1. คนระลึกชาติได้ ซึ่งข้อพิสูจน์นี้มีตัวอย่างนับเป็นพัน ๆ เรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
2. คนผีเข้า ซึ่งมีตัวอย่างปรากฏอยู่มากในปัจจุบัน ถ้าวิญญาณไม่มีแล้ว ผีจะมาเข้าคนได้อย่างไร
3. เทวดาเข้าทรง มีเรื่องเทวดาที่มาปรากฏแก่คนอยู่มากในปัจจุบัน และที่เข้าทรงในมนุษย์ก็มีอยู่มาก อันเป็นเครื่องยืนยันว่า โอปปาติกะกำเนิด อันอยู่ในภพภูมิหรือสวรรค์นั้นมีอยู่จริง
4. การสะกดจิต ข้อนี้ในวงการแพทย์ปัจจุบันใช้กันมาก ถ้าจิตหรือวิญญาณไม่มีแล้ว จะมีการสะกดจิตได้อย่างไร
5. การสะกดจิตย้อนภพ ซึ่งกรณีเช่นนี้ค้นพบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ทำให้สืบประวัติย้อนหลังไปถึงชาติก่อนได้เป็นอย่างดี
6. เด็กอัจฉริยะ ซึ่งมีตัวอย่างมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นเด็กที่อายุยังน้อย สามารถคำนวณเลขที่ยาก ๆ ได้อย่างอัศจรรย์ สามารถแต่งกาพย์ กลอน หรือเล่นดนตรีได้ไพเราะอย่างน่าพิศวง และบางคนก็สามารถพูดภาษาอันตนไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก่อน หรือเรียนมาแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มีความสามารถเหนือเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันเป็นอย่างมากในเรื่องนั้น ๆ อันแสดงให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ตนได้เคยเรียนมาแล้วเมื่อชาติก่อน เมื่อมาเกิดในชาติใหม่จึงมีความสามารถติดมาอย่างอัศจรรย์
7. เด็กฝาแฝด คือเด็กฝาแฝดนั้น แม้จะเกิดมาเหมือนกันทั้งด้านร่างกาย กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม แต่คู่แฝดมักจะมีอุปนิสัยใจคอ ความเฉลียวฉลาด และชะตาชีวิตแตกต่างกัน อันแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเกิดมาแล้วเมื่อชาติก่อน ได้เคยสร้างกรรมมา ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ผลที่แสดงออกมาในชาตินี้จึงไม่เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่มีกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน

สวรรค์และนรกอยู่ที่ไหน




ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นยืนยันว่า นรกสวรรค์ นั้นมีแน่ แต่จะอยู่ที่ใดนั้น ข้อนี้เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ทั้งหลายอธิบายกันในหลายแง่หลายมุม แต่ในที่นี้จะชี้ให้เห็นตามที่พุทธศาสนานิกชนชาวไทยเราเชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน คือนรกสวรรค์มีอยู่ 3 ประเภท คือ

1. สวรรค์ในอกนรกในใจ
2. สวรรค์และนรกในโลกมนุษย์
3. สวรรค์และนรกในโลกอื่น

1. สวรรค์ในอกนรกในใจ คำว่า "สวรรค์" หมายถึง ที่บันเทิง ที่รื่นเริง มีความสุข ส่วน "นรก" หมายถึงที่ตกต่ำ ที่เสื่อม ที่ไร้ความเจริญ มีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน ฉะนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่เรามีความสุข มีความเบิกบานใจ มีความสงบ มีความเยือกเย็น นั้นแหละคือสวรรค์ แต่เมื่อใดเราวุ่นวายจัด โกรธจัด หรือเดือดร้อนเพราะอำนาจของกิเลส เมื่อนั้นแหละไฟนรกคือกิเลส ก็เข้าไปจี้ใจเราให้เร่าร้อนกระวนกระวาย เพราะฉะนั้น บางคนตกนรกทั้งวัน เพราะจิตใจวุ่นวายเดือนร้อนตลอดเวลา เช่น บางคนโกรธจัด ก็ถูกไฟนรกคือความโกรธเผาไหม้ จนหน้าตาเหี่ยวแห้ง บางคนถึงกับเป็นโรคลำไส้ บางคนนอนไม่หลับเพราะไฟนรกเผาไหม้มาก บางคนเผาไหม้ตัวเองไม่พอ กลับไปเผาไหม้ผู้ือื่นอีก แต่บางคนตกนรกไม่นาน คือโกรธคนอื่นไม่นาน ประเดี๋ยวก็หาย เพราะระงับหรือข่มไว้ได้ แต่บางคนใจดีมีเมตตาเข้ามาแทนที่ จึงทำให้พ้นจากนรกขึ้นสวรรค์ บางคนขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เป็นเวลานาน เป็นวันก็มี เช่น คนที่ีมีจิตใจสงบเบิกบานด้วยอำนาจการประพฤติธรรม ดังนั้น ถ้าใครมี โลภ โกรธ หลง มากจนใจเร่าร้อนกระวนกระวาย นั้นแหละมีนรกในใจแล้ว ถ้าใครมีเมตตากรุณา มีจิตใจสงบเยือกเย็น นั้นแหละคือสวรรค์ ในวันหนึ่ง ๆ เราอาจตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ วันละหลาย ๆ ครั้ง คนขึ้นสวรรค์เราก็เห็นได้แล้ว คนตกนรกเราก็เห็นได้แล้ว

2. สวรรค์และนรกในโลกมนุษย์ คนที่ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกก็ย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนทำไว้ กรรมนี้เองเป็นตัวบันดาลให้เราไปเกิดในสวรรค์หรือนรก และในโลกนี้ก็มีสวรรค์และนรกซ้อนกันอยู่ คือใครก็ตาม ถ้าเกิดมายากจนข้นแค้น เดือดร้อนเช่น บางคนตาบอด บางคนหูหนวก บางคนอวัยวะพิการ หรือเกิดในแหล่งสลัม ในที่มีความทุกข์เดือดร้อน นั้นคือนรกของเขา เมื่อเกิดแล้ว บางคนก็ไปติดคุกติดตะรางเพราะทำกรรมชั่ว บางคนก็ถูกยิงถูกฆ่าตาย แม้ในคุกก็มีแดนต่าง ๆ เช่นแดนของนักโทษประหาร แดนขังเดี่ยว แดนขังมืด นั้นคือนรกเป็นแดน ๆ บางคนตายอย่างทรมาน มีความทุกข์แสนสาหัส สภาพอย่างนี้คือนรกในโลกปัจจุบัน เราเห็นกันอยู่ในโลกเรานี้

ส่วนสวรรค์ในโลกมนุษย์นั้นคือที่เช่นไร คือคนบางคนเกิดมามีแต่ความสุข เช่นเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี เป็นใหญ่เป็นโต หรือเป็นพระมหากษัตริย์ หรือเป็นคนมีฐานะร่ำรวย ร่างกายก็สวยงาม เครื่องบำรุงความสุข เช่น เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ก็มีมาก สติปัญญาก็เฉียบแหลม น้ำเสียงก็ไพเราะน่าฟัง แวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้องและบริวาร บ้านก็เหมือนกับวัง หรือเป็นปราสาทราชวังทีเดียว สภาพเช่นนี้คือสวรรค์ ผู้ที่เกิดมาเช่นนี้คือชาวสวรรค์ในโลกมนุษย์ ส่วนใจของเขาจะขึ้นสวรรค์หรือไม่ก็แล้วแต่ใจของเขา แต่เขาได้เกิดอยู่ในสวรรค์แล้ว และการที่เขาเกิดมาได้รับสิ่งเหล่านี้ก็เพราะบุญที่เขาทำไว้นั่นเอง

3. สวรรค์และนรกในโลกอื่น ทางพระพุทธศาสนาถือว่าโลกนั้นไม่ใช่จะมีแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น แต่ยังมีโลกอื่น ๆ อีกมาก คือยังมีดวงดาวในกาแล็กซี่ หรือในจักรวาลอื่น ๆ อีกมากมายเหลือจะคณนานับ เช่น ดังกล่าวไว้ในพระบาลี ในตอนท้ายของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

หลักทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า ยังมีดวงดาวในจักรวาลอื่น ๆ อีกมาก นักวิทยศาสตร์ในปัจจุบันเพิ่งจะเห็น และก็ยังมีอีกมากที่นักวิทยาศาสตร์ยังค้นไปไม่ถึง แล้วเราจะยึดมั่นว่า "ดาวดวงนี้เท่านั้นมีมนุษย์หรือสัตว์โลกอยู่ ดาวดวงอื่น ๆ ไม่มีสัตว์โลก" เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มี จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดอย่างนั้น เพราะในดาวอื่น ๆ ถ้ามันมีอุณหภูมิหรือสิ่งต่าง ๆ เหมาะสมแล้ว ก็ต้องมีสัตว์โลกที่เกิดอยู่บนโลกหรือบนดวงดาวเหล่านั้น

ภพภูมิที่สัตว์โลกไปเกิด


ก่อนที่จะตอบว่า ตายแล้วไปไหน จะขอพูดเรื่องนรกสวรรค์ ว่ามันอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อตายแล้ว บางคนไปตกนรก บางคนไปเกิดในสวรรค์ เรื่องนรกสวรรค์อยู่ที่ไหนนี้ เป็นปัญหาทางปัชญาที่ขบคิดกันมา นานตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันเช่นกัน แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ยุติแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เขา เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว วางลงไปอย่างแน่นอนแล้วว่า คนเมื่อตายแล้วถ้ามีกิเลสก็ต้องเกิดอีก ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่เกิดอีก สำหรับผู้ที่หมดกิเลสนั้น หมดปัญหาไปแล้ว ส่วนผู้ที่ยังมีกิเลส ที่ตายแล้วต้องไปเกิดอีกนั้น จะไปเกิดที่ไหน ข้อนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่จะต้องชี้แจงให้เข้าใจ

ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ภพภูมิที่สัตว์โลกไปเกิด มี 31 ภูมิคือ
1. สวรรค์ชั้นกามาพจร 6 ชั้น เป็นสวรรค์ที่มีเพศหญิงเพศชาย ยังเสวยกามคุณอยู่ อันได้แก่ ชั้น จาตุมหาราช, ชั้นดาวดึงส์, ชั้นยามา, ชั้นดุสิต, ชั้นนิมมานรดี และ ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี
2. สวรรค์ชั้นรูปพรหม (พรหมที่มีรูป) 16 ชั้น
3. สวรรค์ชั้นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีรูป) 4 ชั้น
4. อบายภูมิ 4 คือ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, ภูมิของเปรต อสุรกาย (ผี) และนรก
5. มนุษย์โลก โลกมนุษย์

ในอบายภูมิทั้ง 4 นั้น สัตว์ดิรัจฉาน เปรตและอสุรกาย เกิดอยู่ในมนุษย์โลกนี้เอง ส่วนนรกและสวรรค์อยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจให้ชัด

จิตเป็นตัวสั่งสมบุญและบาป




ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของจิต ก็คือ เป็นตัวสั่งสมบุญ บาปกรรมและกิเลสเอาไว้ ก็เมื่อจิตมีหน้าที่รับอารมณ์ จึงเก็บอารมณ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นบุญ ทั้งที่เป็นบาป ทั้งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปเอาไว้ แล้วเก็บไว้ในภวังค์ที่เรียกว่า ภวังคจิต เก็บไว้ได้หมดสิ้นอย่างละเอียด และสามารถนำติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ด้วย

ลักษณะที่จิตเก็บบุญและบาปเอาไว้นั้น เหมือนกระดาษซับ ที่สามารถซับน้ำเอาไว้ คือ ตามปกติเมื่อมีน้ำหกราดลงบนโต๊ะหรือบนพื้นห้องถ้ามีกระดาษซับ เรามักจะใช้กระดาษนี้ซับน้ำที่หกราดนั้นให้แห้งไปได้ กระดาษซับสามารถเก็บน้ำได้หมด ฉันใด จิตก็เหมือนกัน เมื่อคนเราทำบุญหรือบาปลงไปจิตก็ซับเก็บไว้ได้หมด ฉันนั้น จิตจึงเป็นสภาพพิเศษที่น่าศึกษาจริง ๆ และเราทุกคนก็ได้ใช้จิตสั่งงานอยู่เกือบตลอดเวลา คนฉลาดจึงเห็นคุณค่าในการพัฒนาจิต อบรมจิตของตน

ในเรื่องที่จิตสามารถเก็บบุญและบาปเอาไว้จนถึงนำข้ามภพข้ามชาติไปได้นี้ บางคนอาจจะสงสัยและคัดค้านว่า "ถ้าหากว่าจิตมีลักษณะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อจิตดวงที่ทำุบุญและบาปเอาไว้ดับไปแล้ว บุญและบาปจะติดตามจิตต่อไปได้อย่างไร เพราะบุญและบาปได้ดับไปพร้อมจิตดวงนั้เสียแล้ว"

ข้อนี้ขอเฉลยว่า ธรรมชาติของจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ได้เกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย เหมือนกระแสไฟฟ้าที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้แสงสว่างติดต่อกันตลอด เพราะเกิดดับไวมาก อันธรรมชาติของจิตนั้น ก่อนที่มันจะดับไป ได้ถ่ายทอดทิ้งเชื้อ คือ บุญ บาป กรรม กิเลส ไว้ให้จิตดวงต่อไป เก็บไว้นำต่อไป แล้วแสดงผลออกมาเป็นระยะตามพลังแห่งกรรมคือบุญและบาปที่ได้ทำสั่งสมไว้ บุญบาป มิได้สูญหายไปพร้อมกับความตายของร่างกาย หรือ พร้อมกับความดับของจิต แต่ได้ถ่ายทอดสืบเนื่องไปตลอดเวลา เหมือนกับพันธุกรรมของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด แม้ท่านจะตามล่วงลับไปแล้ว แต่ตัวท่านก็ยังมีอยู่ เพราะยีน (Gene) ซึ่งถ่ายมาจากสเปอร์ม และไข่ อันเป็นเชื้อในพันธุกรรมของท่าน เพราะฉะนั้น บุญ บาป จึงมิได้หายไปตราบเท่าที่คนนั้นยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แม้จิตจะเป็นธรรมชาติเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม คนที่เคยพัฒนาตนไว้ดีเมื่อชาติก่อน ๆ เมื่อมาสู่ชาตินี้ จิตก็ยังมีคุณภาพสูงอยู่ ดังที่เราได้พบเห็นท่านผู้ที่มีบุญมากที่มาเกิด ซึ่งเป็นคนมีรูปร่างดี ปัญญาเฉียบแหลม จิตใจเข้มแข็ง ประกอบด้วยเมตตากกรุณา เป็นต้น แต่ถ้าผู้นั้นจะกินแต่บุญเก่าอย่างเดียว ไม่ยอมพัฒนาตนเองในปัจจุบัน พลังของบุญหรือพลังแห่งการพัฒนาตนไว้เมื่อชาติก่อนนั้น ย่อมหมดไปได้ ฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงไม่หวังแต่กินบุญเก่าอย่างเดียว แต่ได้พยายามเพิ่มบุญใหม่ด้วยการพัฒนาตน อบรมตนในปัจจุบันด้วย




จิตเป็นตัวนำไปเกิด




พระพุทธศาสนาเชื่อถือในสังสารวัฏ-การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น นับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามกฎแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว ถ้ายังมีกิเลสอันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใด ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสจับ นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือนร้อนให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือนร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย

หากจะมีใครถามว่า "ที่ว่าคนเราตายนั้น ร่างกายตาย หรือจิตตาย หรือว่าตายทั้งสองอย่าง" ขอตอบว่า "ตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตหาได้ตายไปเหมือนกับร่างกายนั้นไม่ แต่ไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ซึ่งส่งบุคคลเราไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ เปรียบเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ โดยที่เจ้าของไม่ได้เป็นอันตราย อยากจะถามว่า "เมื่อเรือนถูกไฟไหม้เสียแล้ว เจ้าของเรือนจะไปอยู่ที่ไหนนั้น" ขอตอบว่า "เขาจะต้องหาที่แห่งใหม่อยู่ตามที่เขาจะสามารถหาอยู่ได้ กล่าวคือ ถ้าผู้นั้นเป็คนมีความสามารถดี หรือเป็นคนมีเงินทองอยู่มาก หรือมีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ เขาก็อาจสร้างบ้านใหม่ได้ดี หรือไปอาศัยญาติพี่น้อง แต่ถ้าผู้นั้นไร้ความสามารถ ยากจน หมดเนื้อประดาตัว ซ้ำไร้ญาติขาดมิตร เขาก็ย่อมไปหาที่อยู่ตามยถากรรมของเขา ข้อนี้ฉันใด คนเราที่ตายไปจากโลกนี้แล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อร่ายกายเดิมใช้การมิได้แล้ว ก็ย่อมไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามพลังแห่งกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ ถ้าเขาทำกรรมดีไว้มาก คือพัฒนาอบรมจิตตนเองได้มากแล้ว ก็ย่อมไปบังเกิดในที่ดี มีความสุข ถ้าเขาทำความดีไว้น้อย แต่ทำความชั่วไว้มาก คือยังด้อยพัฒนาจิตใจของตนอยู่ เขาก็ย่อมไปเกิดในที่มีความทุกข์ตามยถากรรมของตน

ตายแล้วไปไหน




เรื่อง "ตายแล้วไปไหน" เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ? ตายแล้วเกิด อีกหรือเปล่า ? นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ? วิญญาณหรือจิตมีจริง หรือเปล่า ? ผีมีหรือไม่ ? คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้
เดิมทีเดียว ผมเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้ว จะมีการเกิดอีก แม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น และได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุด ก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้นยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนยังไม่ได้ เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรให้เป็นไป